เปิดทำการ จันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 น.โทร 065-891-9546  |  LINE ID: @accountvalue
ค่าขนส่งหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์? 1% หรือ 3% ต่างกันตรงไหน อัปเดต 2569
สาระความรู้

ค่าขนส่งหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์? 1% หรือ 3% ต่างกันตรงไหน อัปเดต 2569

อธิบายภาษีหัก ณ ที่จ่ายค่าขนส่งปี 2569 ว่ากรณีใดหัก 1% กรณีใดอาจเป็นค่าบริการ 3% พร้อมตัวอย่างขนส่งสินค้า บริการเสริม และเอกสารที่ควรตรวจ

สรุปสั้น ๆ: หากเป็น ค่าขนส่งสินค้า ที่เข้าลักษณะการรับขนตามกฎหมายและไม่มีบริการอื่นปนอยู่ การจ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทยอยู่ในหลักเกณฑ์หักภาษี ณ ที่จ่าย 1% ตามแนวทางกรมสรรพากร แต่หากข้อเท็จจริงเป็นการให้บริการอื่น เช่น ชิปปิ้ง จัดการสินค้า หรือบริการแบบเหมารวม อาจเข้าหลักเกณฑ์ค่าบริการและหัก 3% ได้ จึงต้องดูเนื้อหางานจริง ไม่ใช่ดูเพียงคำว่า “ค่าขนส่ง” บนใบแจ้งหนี้

ค่าขนส่งกรณีไหนหัก 1%

กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยว่า หากการขนส่งสินค้าเข้าลักษณะเป็น การรับขน โดยไม่มีบริการอื่นประกอบ การจ่ายค่าขนส่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย อยู่ในบังคับหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างเช่น บริษัทขนส่งรับสินค้าจากจุด A ไปส่งจุด B โดยหน้าที่หลักคือการขนสินค้า และไม่มีงานบริหารจัดการอื่นที่เปลี่ยนลักษณะของสัญญา

กรณีไหนอาจหัก 3%

หากผู้ให้บริการไม่ได้ทำหน้าที่รับขนเพียงอย่างเดียว แต่มีบริการอื่นเป็นสาระสำคัญ เช่น ชิปปิ้ง พิธีการศุลกากร จัดการคลังสินค้า ยกเคลื่อนย้าย หรือบริการครบวงจร ข้อเท็จจริงอาจเข้าลักษณะ ค่าบริการ ซึ่งมีหลักเกณฑ์หัก ณ ที่จ่าย 3%

กรมสรรพากรมีตัวอย่างที่ชี้ว่า การให้บริการชิปปิ้งพร้อมขนส่งบางกรณีอาจต้องพิจารณาเป็นค่าบริการทั้งจำนวน หากการขนส่งไม่ใช่กิจการหลักหรือไม่สามารถแยกลักษณะงานได้ตามข้อเท็จจริง

ตารางเทียบ 1% กับ 3%

เช็กเบื้องต้นจากลักษณะงาน

ลักษณะรายการ อัตราที่มักเกี่ยวข้อง สิ่งที่ต้องตรวจ
รับขนสินค้าอย่างเดียว 1% สัญญาเป็นการรับขน ไม่มีบริการอื่นเป็นสาระสำคัญ
ชิปปิ้ง / พิธีการศุลกากร 3% เป็นค่าบริการ ไม่ใช่ค่าระวางขนส่งเพียงอย่างเดียว
คลังสินค้า / จัดการสินค้า 3% ตรวจว่าเป็นบริการแยกจากการขนส่งหรือไม่
Invoice มีหลายบริการ ต้องแยกพิจารณา ดูข้อเท็จจริง สัญญา และการแยกราคา

ใบแจ้งหนี้ควรแยกรายการอย่างไร

หากบริษัทขนส่งมีหลายบริการ ควรออกใบแจ้งหนี้ให้เห็นว่าอะไรคือ ค่าขนส่ง และอะไรคือ ค่าบริการอื่น เพราะจะช่วยให้ลูกค้าพิจารณาภาษีหัก ณ ที่จ่ายและ VAT ได้ถูกต้องขึ้น

การใช้คำรวมว่า “ค่าบริการโลจิสติกส์” ทั้งก้อน อาจทำให้ไม่สามารถแยกได้ว่ารายการใดเป็นการรับขนและรายการใดเป็นบริการอื่น

อย่างไรก็ตาม การแยกชื่อรายการบน Invoice อย่างเดียวไม่เพียงพอ หากข้อเท็จจริงของสัญญาเป็นงานเหมารวม ต้องพิจารณาสาระของการให้บริการจริงด้วย

ค่าขนส่งกับ VAT ต้องดูอะไร

กรมสรรพากรมีแนวทางว่าการให้บริการขนส่งสินค้าในราชอาณาจักรบางลักษณะได้รับยกเว้น VAT ตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง แต่บริการอื่น เช่น ชิปปิ้ง คลังสินค้า หรือบริการจัดการ อาจอยู่ในบังคับ VAT

ดังนั้นธุรกิจโลจิสติกส์ที่มีรายได้หลายประเภทควรแยกรหัสรายได้และเอกสารให้ชัด เพื่อไม่ให้การออกใบกำกับภาษีผิดประเภท

เอกสารที่ควรเก็บ

  • สัญญาว่าจ้างขนส่ง
  • ใบสั่งงาน / ใบส่งสินค้า
  • ใบแจ้งหนี้ที่แยกรายการบริการ
  • หลักฐานส่งมอบสินค้า
  • หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย
  • เอกสารชิปปิ้งหรือพิธีการศุลกากรตามกรณี
  • Statement ธนาคาร

Checklist ก่อนหักภาษี

  1. อ่านสัญญาว่าเป็นการรับขนหรือบริการแบบอื่น
  2. ตรวจว่าผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
  3. ตรวจว่ามีบริการอื่นรวมอยู่ใน Invoice หรือไม่
  4. แยกค่าขนส่งออกจากค่าชิปปิ้งและค่าบริการอื่นให้ชัด
  5. ตรวจ VAT ของแต่ละรายการแยกกัน
  6. ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้ตรงกับรายการจริง

หากธุรกิจมีรายการขนส่งจำนวนมาก สามารถดู บริการทำบัญชีรายเดือน เพื่อช่วยตรวจเอกสารและการหักภาษีเป็นรอบ

ไม่แน่ใจว่า Invoice นี้ต้องหัก 1% หรือ 3%?

ส่งตัวอย่างสัญญาและใบแจ้งหนี้ให้ทีม Account Value ช่วยดูประเภทบริการเบื้องต้นก่อนจ่าย เพื่อให้หักภาษีสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของรายการ

ปรึกษาภาษีธุรกิจขนส่ง

แหล่งข้อมูลทางการ:
กรมสรรพากร: กรณีการจ้างขนส่งสินค้าและการหัก ณ ที่จ่าย 1%
กรมสรรพากร: แนววินิจฉัยค่าขนส่งและค่าบริการชิปปิ้ง
กรมสรรพากร: คำชี้แจงเกี่ยวกับค่าบริการและการหักภาษี ณ ที่จ่าย
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป อัตราหัก ณ ที่จ่ายต้องพิจารณาจากคู่สัญญา ประเภทเงินได้ และข้อเท็จจริงของบริการจริงในแต่ละรายการ