เอกสารนำเข้าที่ต้องส่งบัญชี
กรมศุลกากรกำหนดให้การนำเข้าสินค้าทั่วไปใช้ ใบขนสินค้าขาเข้า และดำเนินพิธีการในระบบอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมชำระภาษีอากรตามประเภทของสินค้า
เอกสารหลักที่ฝ่ายบัญชีควรได้รับ
| เอกสาร | ใช้ตรวจอะไร | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|
| Commercial Invoice | ราคาสินค้าและคู่ค้า | ตรวจสกุลเงินและเงื่อนไขซื้อขาย |
| Packing List | จำนวนและรายละเอียดสินค้า | ควรสัมพันธ์กับใบขน |
| Bill of Lading / Air Waybill | ข้อมูลการขนส่ง | ตรวจ Freight และผู้รับสินค้า |
| ใบขนสินค้าขาเข้า | ข้อมูลศุลกากร อากร และ VAT | ชื่อผู้นำเข้าต้องตรงกับกิจการ |
| ใบเสร็จชำระภาษีอากร | ยืนยันยอดที่ชำระ | เก็บคู่กับใบขน |
| Invoice ชิปปิ้ง | ค่าบริการและค่าใช้จ่ายหน้าท่า | แยกค่าใช้จ่ายแทนกับค่าบริการจริง |
ต้นทุนนำเข้าคิดจากอะไร
ต้นทุนสินค้า Import ไม่ควรมองเฉพาะราคาที่ Supplier ต่างประเทศเรียกเก็บ เพราะกว่าจะนำสินค้าเข้าคลังอาจมีค่า Freight, Insurance, Duty, ค่าท่าเรือ, ค่าขนส่งในประเทศ และค่าบริการชิปปิ้งเพิ่มเติม
ในทางบัญชีควรกำหนดนโยบายให้ชัดว่าค่าใช้จ่ายใดเป็นต้นทุนสินค้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง และค่าใช้จ่ายใดเป็นค่าใช้จ่ายของงวด เพื่อให้ Gross Margin ของสินค้านำเข้าไม่ผิดเพี้ยน
หากนำเข้าสินค้าหลาย SKU ใน Shipment เดียว ควรกำหนดวิธีปันส่วนค่าใช้จ่าย เช่น ตามมูลค่า น้ำหนัก ปริมาตร หรือฐานที่เหมาะสมกับธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ
VAT นำเข้าคำนวณอย่างไร
กรมศุลกากรอธิบายตัวอย่างการคำนวณสำหรับการนำเข้าโดยใช้ราคา CIF ซึ่งประกอบด้วยราคาสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่งระหว่างประเทศ
แนวทางคำนวณเบื้องต้นคือ
- CIF = ราคาสินค้า + ค่าประกันภัย + ค่าขนส่งระหว่างประเทศ
- อากรขาเข้า = CIF × อัตราอากรตามพิกัด
- VAT นำเข้า = (CIF + อากรขาเข้า และฐานอื่นตามกฎหมายถ้ามี) × อัตรา VAT
สินค้าบางประเภทมีภาษีสรรพสามิตหรือภาษีอื่นเพิ่มเติม จึงไม่ควรใช้สูตรอย่างง่ายกับสินค้าทุกชนิดโดยไม่ตรวจพิกัดและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
อากรขาเข้าต่างจาก VAT อย่างไร
อากรขาเข้า คำนวณตามพิกัดศุลกากรและอัตราที่ใช้กับสินค้านั้น ส่วน VAT นำเข้า เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการนำเข้าสินค้า
กรมศุลกากรระบุว่าผู้นำเข้าอาจมีภาษีอากรหลายประเภท ได้แก่ อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทยในสินค้าบางประเภท และภาษีมูลค่าเพิ่ม
ดังนั้นฝ่ายบัญชีต้องแยกยอดแต่ละภาษีจากใบขน ไม่ควรบันทึกเป็น “ภาษีนำเข้า” รวมก้อนเดียว
ค่าชิปปิ้งและ Freight ลงบัญชีอย่างไร
ควรแยกอย่างน้อย 3 กลุ่ม ได้แก่
- Freight ระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการนำสินค้าเข้ามา
- ค่าใช้จ่ายหน้าท่า / ค่าใช้จ่ายแทน ที่ชิปปิ้งสำรองจ่าย
- ค่าบริการชิปปิ้ง สำหรับดำเนินพิธีการหรือบริการอื่น
การแยกนี้สำคัญทั้งต่อการหักภาษี ณ ที่จ่าย VAT และการจัดประเภทต้นทุนสินค้า จึงควรขอใบแจ้งหนี้ที่แจกแจงรายการ ไม่ใช้เอกสารรวมยอดเพียงบรรทัดเดียวหากมีหลายประเภทบริการ
ฝั่งส่งออกต้องเก็บอะไร
ธุรกิจส่งออกควรเก็บเอกสารที่เชื่อมกันตั้งแต่ใบสั่งซื้อของลูกค้า Commercial Invoice, Packing List, เอกสารขนส่ง, ใบขนสินค้าขาออก และหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ
หากใช้สิทธิ VAT อัตรา 0% สำหรับการส่งออก ต้องตรวจเงื่อนไขและหลักฐานตามกฎหมายให้ครบ ไม่ควรเห็นเพียงว่าลูกค้าอยู่ต่างประเทศแล้วสรุปว่าใช้ 0% ได้ทันทีทุกกรณี
วิธีกระทบยอด Import Export
- กระทบ Purchase Order กับ Commercial Invoice
- กระทบจำนวนสินค้ากับ Packing List และใบขน
- กระทบยอดจ่าย Supplier กับอัตราแลกเปลี่ยนและ Bank Statement
- กระทบ Duty และ VAT กับใบขนและใบเสร็จศุลกากร
- กระทบ Invoice ชิปปิ้งกับค่าใช้จ่ายใน Shipment
- ปันส่วนค่าใช้จ่ายเข้าสินค้าแต่ละ SKU ตามนโยบาย
- ตรวจสต็อกที่รับเข้าคลังกับจำนวนตามใบขน
Checklist รายเดือน
- ทุก Shipment มีใบขนและเอกสารครบ
- อากรและ VAT แยกจากกันแล้ว
- ค่า Freight และชิปปิ้งถูกจัดประเภทแล้ว
- อัตราแลกเปลี่ยนและยอดเจ้าหนี้ต่างประเทศกระทบแล้ว
- สินค้านำเข้ารับเข้าสต็อกครบแล้ว
- ฝั่งส่งออกมีหลักฐานใบขนและรับเงินครบแล้ว
หากธุรกิจนำเข้าส่งออกมีรายการจำนวนมาก สามารถดู บริการทำบัญชีรายเดือน และอ่านเรื่อง VAT เพิ่มเติมได้ที่ จด VAT เมื่อไหร่?
นำเข้าสินค้าแต่ต้นทุนในบัญชีไม่ตรงกับต้นทุนจริง?
ส่งตัวอย่าง Shipment และชุดเอกสารให้ทีม Account Value ช่วยดูโครงสร้างต้นทุนและ Checklist เอกสาร เพื่อให้ราคาสินค้า Freight อากร VAT และค่าชิปปิ้งกระทบกันได้
กรมศุลกากร: พิธีการนำเข้าสินค้าและใบขนสินค้าขาเข้า
กรมศุลกากร: ภาษีอากรที่ผู้นำเข้าต้องชำระ
กรมศุลกากร: ตัวอย่างการคำนวณ CIF อากรขาเข้า และ VAT
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป อัตราอากร ฐานภาษี และเอกสารที่ใช้จริงขึ้นอยู่กับพิกัดสินค้า ประเทศต้นทาง สิทธิทางการค้า และข้อเท็จจริงของ Shipment แต่ละรายการ
